ธรณีวิทยา

posted on 27 May 2011 20:51 by janejutamas
ธรณีวิทยา
เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับโลก สสารต่าง ๆ ที่เป็นส่วนประกอบของโลก
เช่น แร่ หิน ดินและน้ำ รวมทั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก
ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ตั้งแต่กำเนิดโลกจนถึงปัจจุบัน
เป็นการศึกษาทั้งในระดับโครงสร้าง ส่วนประกอบทางกายภาพ เคมี และชีววิทยา
ทำให้รู้ถึงประวัติความเป็นมา และสภาวะแวดล้อมในอดีตจนถึงปัจจุบัน
 
 
ลักษณะทางธรณีวิทยาของจังหวัดสมุทรปราการ
 ตั้งอยูบริเวณที่ราบลุ่มตอนกลางหรือเรียกว่าดินตอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนหนา
ดินนั้นเป็นดินเหนียวอ่อนสามารถในการอุ้มน้ำแต่รับน้ำหนักได้น้อยมากถัดมาเป็นดินเหนียวที่รับน้ำได้มากตามลำดับจนถึงชั้นทราย
 เนื่องจากเป็นจังหวัดที่พื้นที่บางส่วนติดทะเลจึงทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของป่าชายเลนส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน
ทำให้ดินถูกกัดเซาะหายไปปีละประมาณ 50 เมตร
 
 
 

      จังหวัดสมุทรปราการมีพื้นที่ติดอยู่บริเวณปากแม่น้ำ เจ้าพระยา มีน้ำทะเลขึ้นลงอยู่เป็นประจำ จึงพบ ป่าชายเลนขึ้นอยู่รอบบริเวณปากแม่น้ำ และ ลึกเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 10 - 15 กิโลเมตร ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีน้ำกร่อย ไหลผ่าน พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรปราการ มีพื้น ที่โดยประมาณ 644 ไร่

ลักษณะภูมิประเทศของป่าชายเลน จังหวัดสมุทรปราการ โดยทั่ว ไปจะเป็นแนวป่าไม้ขึ้นอยู่ทอดยาวขนาน ไปตามชายฝั่งทะเล มีความกว้างของแนวป่า ไม้ประมาณ 1 กิโลเมตร พื้นที่ของป่าเป็นพื้นที่ ที่ถูกใช้ประโยชน์ไปแล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลง สภาพ และปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ และได้มี การปลูกสร้างโรงงานอุตสาหกรรม บางพื้นที่ ก็จะถูกแบ่งสภาพไปเป็นนากุ้ง
พันธ์ไม้โดยทั่วไปที่ขึ้นอยู่นับตั้งแต่ ริมชายทะเลเข้ามา พบว่ามีไม้แสมขาว ขึ้นสลับกับแสมดำ  ถัดเข้ามาก็จะพบไม้โกงกางขึ้นปะปนกับไม้ลำพู และจาก  ถัดเข้ามาจะ เป็นบริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมถึงบ้างเป็นครั้ง คราวจะพบต้นโพทะเล  เหงือกปลาหมอปรงไข่  พื้นที่บางแห่งอาจพบต้นตะบูนขาว  และพวกชะครามเป็นไม้ พื้นล่างขึ้นอยู่อย่างมากมาย
สัตว์ที่หากินตามผิวหน้าดินได้แก่ ปู แสม ปูก้ามคาม ปลาตีน งูปากกว้างน้ำเค็ม ตะกวด ปูทะเล นอกจากนี้ยังพบสัตว์อื่นๆ อีกมากมายเช่น กุ้ง หอยชนิดต่างๆ และปลากระบอก ซึ่งสัตว์เหล่านี้จะอาศัยป่าชายเลนเป็นแหล่ง วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนต่อไป
นกที่พบบ่อยในบริเวณนี้ได้แก่ นกดุเหว่า นกกระจ้อยป่าโกงกาง  นกเอี้ยงหงอน  ฯลฯ นกที่ ใช้พื้นที่ป่าชายเลนเป็นแหล่งทำรังวาง ไข่ได้แก่ นกยางเขียว กา นกแขวก นอกจากนี้ในพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรปราการ ในแต่ละปีจะมีนกอพยพที่หลบลมหนาว มาพักพิง และเป็นแหล่งหากินอีกมากมาย เช่น นกหัวโตต่างๆ นกอีก๋อย นกชายเลน และนกปากซ่อม ต่างๆ  รวมทั้งนกนางนวลนานาชนิด จน กระทั่งทำให้พื้นที่ป่าชายเลนเป็นแหล่งดู นกที่มีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกัน ดีสำหรับนักดูนกทั้งในประเทศและต่างประเทศ
 
 
 
 
 
 
 
ธรณีวิทยาของประเทศไทย
 
       ประเทศไทยประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลก ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแนวรอยตะเข็บที่เชื่อมต่อกัน 2 แผ่นคือ แผ่นเปลือกโลกชาน-ไทย ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและ แผ่นเปลือกโลกอินโดจีน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก
   
      พื้นที่ของแผ่นเปลือกโลกชาน-ไทยครอบคลุมบริเวณด้านตะวันออกของประเทศพม่า บริเวณภาคเหนือ-ภาคตะวันตก-ภาคใต้ของประเทศไทย รวมถึงบริเวณประเทศมาเลเซีย และบริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตราด้วย พื้นที่ของแผ่นเปลือกโลกอินโดจีนครอบคลุม บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ภาคตะวันออกของประเทศไทยบริเวณประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บริเวณประเทศกัมพูชา รวมถึงบางส่วนของประเทศเวียดนามด้วย
     
      พื้นที่ประเทศไทยที่อยู่ในส่วนของแผ่นเปลือกโลกชาน-ไทยรองรับด้วยหินตั้งแต่มหายุคพรีแคมเบรียน (544-4,500 ล้านปี) มหายุคพาลีโอโซอิก (245-544 ล้านปี) มหายุคมีโซโซอิก (65-245 ล้านปี) และมหายุคซีโนโซอิก (ปัจจุบัน-65 ล้านปี) เป็นส่วนใหญ่แต่ในส่วนของแผ่นเปลือกโลกอินโดจีนรองรับด้วยหินมหายุคพาลีโอโซอิก มหายุคมีโซโซอิก และมหายุคซีโนโซอิกเป็นส่วนใหญ่ แผ่นเปลือกโลกอินโดจีนและชาน-ไทย เคยมีประวัติว่าแยกตัวออกจากแผ่นเปลือกโลกกอนด์วานาหรือประเทศออสเตรเลียในปัจจุบัน
 

 

 

โครงสร้างของโลก

เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัวเป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ และกลายเป็นดาวเคราะห์ในที่สุด   โลกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 1024 กิโลกรัม และมีความหนาแน่นเฉลี่ย 5.5 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (หนาแน่นกว่าน้ำ 5.5 เท่า)

นักธรณีวิทยาทำการศึกษาโครงสร้างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ “คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ

คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้นเกิดการเคลื่อนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็นคลื่นที่สถานีวัดแรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิดอื่น โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่นปฐมภูมิทำให้เกิดการอัดหรือขยายตัวของชั้นหิน ดังภาพที่ 3

  คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉากกับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิดนี้ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมีความเร็วประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง

โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี
นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 3 ส่วน โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมี ดังนี้ (ภาพที่ 5)
เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอนออกไซด์ และอะลูมิเนียมออกไซด์

แมนเทิล (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์

แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก และนิเกิล

 

โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ
           นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพ ดังนี้             ลิโทสเฟียร์ (Lithosphere) คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลก ประกอบด้วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนสุด ดังนี้
                     o เปลือกทวีป (Continental crust) ส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิตมีความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
                     o เปลือกสมุทร (Oceanic crust) เป็นหินบะซอลต์ความหนาเฉลี่ย 5 กิโลเมตร ความหนาแน่น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร (มากกว่าเปลือกทวีป)
                     o แมนเทิลชั้นบนสุด (Uppermost mantle) เป็นวัตถุแข็งซึ่งรองรับเปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลึกลงมาถึงระดับลึก 100 กิโลเมตร
            แอสทีโนสเฟียร์ (Asthenosphere) เป็นแมนเทิลชั้นบนซึ่งอยู่ใต้ลิโทสเฟียร์ลงมาจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็นวัสดุเนื้ออ่อนอุณหภูมิประมาณ 600 – 1,000ฐC เคลื่อนที่ด้วยกลไกการพาความร้อน (Convection) มีความหนาแน่นประมาณ 3.3 กรัม/เซนติเมตร
            เมโซสเฟียร์ (Mesosphere) เป็นแมนเทิลชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกลงไปจนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร มีสถานะเป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ 1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่นประมาณ 5.5 กรัม/เซนติเมตร
            แก่นชั้นนอก (Outer core) อยู่ลึกลงไปถึงระดับ 5,150 กิโลเมตร เป็นเหล็กหลอมละลายมีอุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC เคลื่อนตัวด้วยกลไกการพาความร้อนทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก มีความหนาแน่น 10 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
            แก่นชั้นใน (Inner core) เป็นเหล็กและนิเกิลในสถานะของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ?C ความหนาแน่น 12 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370 กิโลเมตร

สนามแม่เหล็กโลก
           แก่นโลกมีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็ก แก่นโลกชั้นใน (Inner core) มีความกดดันสูงจึงมีสถานะเป็นของแข็ง ส่วนแก่นชั้นนอก (Outer core) มีความกดดันน้อยกว่าจึงมีสถานะเป็นของเหลวหนืด แก่นชั้นในมีอุณหภูมิสูงกว่าแก่นชั้นนอก พลังงานความร้อนจากแก่นชั้นใน จึงถ่ายเทขึ้นสู่แก่นชั้นนอกด้วยการพาความร้อน (Convection) เหล็กหลอมละลายเคลื่อนที่หมุนวนอย่างช้าๆ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า และเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก (The Earth’s magnetic field)

 

 

 

ขอขอบคุณ    http://snb.navy.mi.th/wfrock

 
 
 
 
 
 จงเม้นๆๆๆๆๆๆๆๆ
  

Comment

Comment:

Tweet

5555 ขอบคุณทุกเม้นค่าopen-mounthed smile

#5 By Jutamas Rungsiri on 2011-07-04 22:30

ดูมีหลักการมากเลย

#4 By supakorn nuangmajcha on 2011-07-04 13:34

ความรู้เยอะดีออกนะ คุณออมมมม Hot!

#3 By Jutamas Rungsiri on 2011-06-13 22:13

ความรู้มากไปอ่ะ
ลายตา embarrassed

#2 By Nattapan on 2011-06-13 13:33

555 สวยจัง

#1 By Jutamas Rungsiri on 2011-06-13 13:07